Share
Go down
Admin
จำนวนข้อความ : 5
Join date : 21/06/2018
ดูข้อมูลส่วนตัวhttp://mysteryworld.thai-forum.net

มูซาชิ คัมภีร์ 5 ห่วง [ตอน3] บทแห่งไฟ และบทแห่งลม

on Fri Jun 22, 2018 12:06 am


บทแห่งไฟ
ธรรมชาติของไฟ นั้นเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และเปี่ยมไปด้วยอันตราย
บทนี้จึงว่าด้วยการต่อสู้ทั้งแบบหนึ่งต่อหนึ่ง หรือการโรมรันทั้งกองทัพ ดังนั้นยุทธวิธีต่างๆ ที่จะนำมาชิงชัยจะถูกนำมาอธิบายไว้ในบทนี้

โดยทั่วไปมีความเชื่อว่าเคล็ดลับของชัยชนะคือความรวดเร็ว หลายสำนักเน้นฝึกฝนความรวดเร็วของร่างกายเพราะเชื่อว่าความเร็วกว่าเพียงเล็กน้อยจะนำมาซึ่งชัยชนะ แต่วิถีของ “มุซาชิ” มุ่งเน้นว่าการเล็งเห็นถึงยุทธวิธีของฝ่ายตรงข้ามจึงเป็นหนทางที่แท้จริงสู่ชัยชนะ
Episode 45: The final showdown between Musashi and Sasaki Kojiro.
Musashi tells Kojiro, "You just threw your life away",
referring to Kojiro's scabbard. From the 1984 NHK TV
series starring Koji Yakusho and based on the book by Eiji Yoshikawa.
ปัจจัยสำคัญ อย่างหนึ่งของการพิชิตชัย คือการเลือกทำเลสถานที่ จะต้องเลือกตำแหน่งที่สูงกว่าของฝ่ายตรงข้ามเป็นการข่มขวัญ ให้แสงสว่างอยู่ด้านหลังเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนสายตา และเป็นทิศทางที่แสงจะรบกวนคู่ต่อสู้ ในขณะจู่โจมจะต้องไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูเห็นตำแหน่งทิศทางตลอดจนสภาพแวดล้อมที่ก้าวผ่าน และบีบคั้นฝ่ายตรงข้ามเข้าสู่จุดอับ แม้แต่การต่อสู้ในห้องหับก็ต้องคำนึงถึงข้าวของเครื่องใช้ในห้องเพื่อใช้ประโยชน์ในการกีดขวางคู่ต่อสู้

การเคลื่อนไหวแรก
“มุซาชิ” กล่าวถึงการเคลื่อนไหวแรกว่ามีเพียง 3 กรณีท่านั้นคือ

1.จู่โจมเพื่อมุ่งเป็นฝ่ายรุก
2.ตั้งรับการจู่โจมจากฝ่ายตรงข้าม
3.การจู่โจมพร้อมฝ่ายตรงข้ามในรูปแบบแรก

ต้องพิจารณาถึงตำแหน่งแง่มุมที่จะลงมือแล้วลงมือทันทีโดยปราศจากความลังเลด้วยพลัง และความเร็วที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม หากแต่ต้องออมรั้งพลังสำรองไว้อีกส่วนหนึ่ง ไม่ควรทุ่มเทพลังทั้งหมดลงไปกับการโจมตีครั้งแรกเพียงครั้งเดียว

ในรูปแบบที่สอง เมื่อตั้งรับให้อยู่ในสภาวะว่างเปล่าผ่อนคลายเหมือนไร้กำลัง แต่เมื่อฝ่ายตรงข้ามโถมเข้าใส่ ให้ถอยหลังเพิ่มระยะห่างอย่างรวดเร็ว และเมื่อสภาวะจู่โจมของคู่ต่อสู้ถึงที่สุดก็จะเป็นจังหวะรุกไล่กลับเพื่อเอาชัย และในรูปแบบสุดท้าย จะต้องอาศัยการตอบโต้ที่สงบเยือกเย็น ประกอบกับการเคลื่อนไหวหลอกล่อ และเมื่อคู่ต่อสู้อยู่ในระยะหวังผลจึงฉกฉวยโอกาสจู่โจมพิชิตศึกอย่างรวดเร็ว
การจะบรรลุถึงผลของการเคลื่อนไหวแรก จะต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจกับฝ่ายตรงข้ามทั้งในแง่ของบุคลิกและการเปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ ที่จะสะท้อนถึงจุดแข็งและจุดอ่อนออกมา

ในแง่ของการศึกสงครามก็คือศึกษาถึงรูปแบบการเดินทัพ ขวัญ และกำลังใจของไพร่พล ตลอดจนหลักจิตวิทยาของฝ่ายตรงข้าม และพื้นที่ในการทำสงครามเพื่อสืบค้นถึงจังหวะและช่องว่างในการจู่โจม เมื่อเรียนรู้ถึงฝ่ายตรงข้ามก็จะสามารถหยุดยั้งความคิดที่จะจู่โจมจนอยู่ในสถานะที่จะชักนำคู่ต่อสู้แทนที่จะถูกชักนำ ต้องล่วงหน้าก่อนการกระทำของฝ่ายตรงข้ามเสมอเพื่อก่อกวนสิ่งที่คู่ต่อสู้จะดำเนินการให้กลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์

เช่นในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามโถมเข้าประชิดให้หยุดยั้งการจู่โจมด้วยการฉากหนี กล่าวคือไม่ยอมให้คู่ต่อสู้อยู่ในสภาวะที่ได้เปรียบแม้แต่น้อย ในกรณีของการศึกสงคราม หากฝ่ายตรงข้ามจู่โจมจากระยะใกล้ด้วยธนูหรือปืนไฟเราก็จะต้องบุกจู่โจมจากระยะไกลด้วยธนูหรือปืนไฟ เราก็จะต้องบุกจู่โจมเข้าใกล้เพื่อทำลายระยะที่มีเปรียบของฝ่ายตรงข้าม และใช้ดาบด้วยจิตใจที่แข็งแกร่ง ในการเข้าต่อสู้โรมรันแน่นอนว่าการฝ่าข้ามไปในลักษณะนี้จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก หากแต่เมื่อฝ่าข้ามไปได้ก็จะล่วงรู้ถึงจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ จึงต้องอาศัยความบากบั่นอดทนเช่นเดียวกับการล่องเรือข้ามมหาสมุทรจนถึงฝั่ง ต้องเข้าใจความรู้สึกนึกคิดจนเหมือนกับจะกลายเป็นฝ่ายตรงข้าม

เมื่อบรรลุถึงขอบเขตนี้ก็จะสามารถคาดการณ์ถึงดาบต่อไปของฝ่ายตรงข้ามได้ อันนำมาซึ่งความมีเปรียบอย่างต่อเนื่อง แม้เมื่อคู่ต่อสู้เข้าสู่ภาวะพังพินาศ เราก็สามารถที่จะรับรู้และฉกฉวยจังหวะเข้าพิชิตชัยได้ในที่สุด หากเมื่อเข้าสู่ภาวะของการค้ำยัน เราจะต้องเปลี่ยนแผนที่วางไว้ทันที เพราะเป็นสัญญาณว่าฝ่ายตรงข้ามอาจล่วงรู้ถึงสภาวะของเรา หากยังดื้อดึงยืนกรานก็รังแต่จะสูญเสียกำลัง

การสร้างสภาวะผ่อนคลายก็สามารถแพร่ระบาดสู่ฝ่ายตรงข้าม หากเราสามารถสร้างสภาวะผ่อนคลายขึ้นจนมอมเมาให้ฝ่ายตรงข้ามย่อหย่อนเราก็จะโจมตีเข้าไปได้ เหมาะสำหรับใช้ออกในยามที่เผชิญศึกที่ยืดเยื้อ จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึงวิธีการแทรกซึมเข้าไปยังฝั่งตรงข้าม ในกรณีที่ไม่สามารถคาดการณ์ถึงแผนการของฝ่ายตรงข้ามได้ กลยุทธ์ที่ควรใช้ออกเรียกว่า "การเคลื่อนเงา" อันเป็นรูปแบบการแสร้งโจมตีแบบดุเดือดรุนแรง เพื่อบีบบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามเผยแผนการที่แท้จริงออกมา

เมื่อสามารถล่วงรู้ถึงแผนการของฝ่ายตรงข้าม หากฝ่ายตรงข้ามเริ่มดำเนินกลยุทธ์ เราก็จะต้องชักจูงเปลี่ยนแปลงทิศทางของฝ่ายตรงข้ามให้อยู่ในทิศทางและแง่มุมที่เราสามารถควบคุมไว้ได้โดยสิ้นเชิง



ขู่ขวัญ
แนวทางหนึ่งในการมีชัยเหนือคู่ต่อสู้ คือการทำให้ฝ่ายตรงข้ามอยู่ในสภาวะที่เสียสมดุล ปราศจากขวัญและกำลังใจ โดยมีแนวทางหลักๆ 3 ประการ คือ

1.สร้างความวิตกหวาดกลัวให้เกิดกับฝ่ายตรงข้าม
2.ทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกว่าเราสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
3.ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่อาจคาดเดาสถานการณ์แท้จริงได้

กลยุทธ์การขู่ขวัญมักถูกใช้ออกเพื่อทำลายความคิดต่อสู้ของฝ่ายตรงข้าม สามารถทำได้ทั้งจากรูปแบบของการจัดทัพให้ดูยิ่งใหญ่ทั้งๆที่ความจริงมีไพร่พลอยู่ไม่มากนัก การจัดแบ่งกองทัพออกจู่โจมกระหนาบข้างเพื่อตัดกำลังและสร้างความหวาดกลัวตลอดจนการใช้ฝุ่นควันในการพรางตาฝ่ายตรงข้าม หรือการใช้เสียงทำลายขวัญ

ในกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามมีความแข็งแกร่งไม่สามารถเอาชัยได้ในการโจมตีทั้งหมด เราก็จะต้องศึกษาถึงแง่มุมสำคัญของคู่ต่อสู้อันเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักเพื่อโถมกำลังเข้าจู่โจมทำลาย เพราะหากสามารถควบคุมจุดยุทธศาสตร์ได้ ก็จะมีชัยในขั้นสุดท้าย

ในขณะเดียวกันเราจะต้องสร้างความสับสนให้กับฝ่ายตรงข้าม เพื่อไม่ให้ล่วงรู้ถึงเส้นทางการเดินทัพและแง่มุมในการโจมตีที่แท้จริง ซึ่งสามารถทำได้จากการล่อหลอกด้วยเส้นทางการสลับเปลี่ยนตำแหน่งที่ไม่แน่นอน ตลอดจนการเปลี่ยนระดับความเร็ว

ในกรณีพบกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งหรือมีกำลังพลมากกว่า จะต้องทำให้ทัพของฝ่ายตรงข้ามตกอยู่ในสภาวะยุ่งเหยิง โดยการโจมตีเข้าไปยังจุดต่างๆของฝ่ายตรงข้าม เมื่อฝ่ายตรงข้ามทุ่มเทเข้ามารับมือ เราก็จะถอนกำลังไปโจมตีจุดอื่นแทน

รูปแบบเช่นนี้จะสร้างความปั่นป่วนรวนเรให้กับฝ่ายตรงข้าม เมื่อเราพบว่าคู่ต่อสู้เพลี่ยงพล้ำแม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะมีไพร่พลมากกว่า แต่ก็ขาดขวัญกำลังใจ ก็นับเป็นโอกาสอันดีในการเข้าบดขยี้ทำลายล้างให้ย่อยยับ ไม่เปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ถอยหนีซึ่งอาจหวนกลับมาได้อีก การจะให้ฝ่ายตรงข้ามพ่ายแพ้นั้นไม่ใช่เป็นเพียงความพ่ายแพ้ภายนอก หากแต่จะต้องเป็นการยอมรับทั้งกายใจ เพราะจิตใจที่ไม่พ่ายแพ้ย่อมสามารถรวบรวมกำลังขึ้นต่อสู้ใหม่อยู่เสมอ

ในทางตรงข้าม หากเราต้องตกอยู่ในจุดอับมีสภาพเป็นเบี้ยล่างจนไม่สามารถแก้สถานการณ์ได้ ควรที่จะเลิกล้มแผนที่ได้วางไว้ทั้งหมดเสียแล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เพราะการแก้ไขปัญหานั้นในบางสถานการณ์ยังยากยิ่งกว่าการสร้างใหม่เสียอีก

จะต้องดำเนินการในสิ่งตรงข้ามกับความคาดหวังของฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่ควรที่จะใช้กลยุทธ์เดิมซ้ำสอง และควรที่จะมุ่งให้ความสนใจกับหลักใหญ่ใจความ เพราะการให้ความสำคัญกับรายละเอียดปลีกย่อยมากเกินไปอาจนำไปสู่ความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงอย่างผิดเพี้ยน
แนวทางของมุซาชิ คือเน้นให้ความสำคัญกับการรุก ต้องสร้างโอกาสให้อยู่ในสภาวะรุกเสมอ ผู้ที่มีชัยได้จะต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักจนมีความแข็งแกร่งดุจหินผา สามารถรับมือกับการจู่โจมได้ในทุกรูปแบบ

แก่นแท้ของชัยชนะ คือการเรียนรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของฝ่ายตรงข้าม ในแง่ของการทำศึก ต้องเข้าใจไพร่พลของฝ่ายตรงข้ามประดุจว่าเป็นไพร่พลของตนเอง เมื่อบรรลุถึงขอบเขตนี้แล้ว “มีดาบ” กับ “ไร้ดาบ” ก็ไม่มีความแตกต่างกัน ผู้มีชัยไม่จำเป็นจะต้องมีดาบเสมอไป



บทแห่งลม
บทแห่งลม กล่าวถึงกลยุทธ์ของสำนักดาบอื่น ที่แทบทั้งหมดยึดติดอยู่กับกระแสเดิม ๆ ลมจึงเปรียบได้ดั่งกระแสดังกล่าว หากไม่สามารถรู้ถึงขีดความสามารถของคู่ต่อสู้ ก็เป็นการยากที่จะรู้จักตนเอง

สำหรับสำนักอื่นแล้ว เมื่อพูดถึง “กลยุทธ์” ก็จะให้ความสำคัญไปที่ “เพลงดาบ” ซึ่งแตกต่างกับวิถีของ “มุซาชิ” โดยสิ้นเชิงและเขาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และหากผู้ใดเริ่มต้นด้วยจุดเล็ก ๆ ที่ไม่ถูกต้องแล้ว ที่สุดแล้วย่อมขยายไปสู่ข้อผิดพลาดอันยิ่งใหญ่

“มุซาชิ” จึงมุ่งกล่าวถึงรูปแบบและวิธีการของสำนักดาบอื่น โดยชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดและจุดด้อยของแต่ละรูปแบบ โดยเห็นว่าการที่แต่ละสำนักให้ความสำคัญกับรูปแบบอย่างตายตัวนั้น เป็นเพียงแนวทางการปรุงแต่งให้เพลงดาบเป็นเพียงการค้าขายเท่านั้น การจำกัดอยู่เพียงกระบวนท่าที่ตายตัว แม้จะมีการฝึกฝนขัดเกลาอย่างหนักหน่วงแต่ก็ยังห่างไกลจากวิถีแห่งกลุทธ์ที่แท้ และไม่ใช่กลยุทธ์แห่งการพิชิตชัย

“มุซาชิ” ได้ประมวลรวบรวมแนวทางดาบของสำนักอื่นที่ปรากฏอยู่ทำการวิเคราะห์แยกแยะแบ่งออกเป็น 9 หมวดหมู่โดยได้ให้ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ไว้ดังนี้



แนวทางของ “ดาบยาวพิเศษ”
“มุซาชิ” กล่าวว่า มีบางสำนักที่ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ดาบที่ยาวกว่าคู่ต่อสู้ ด้วยความคิดที่ว่า “ยาวหนึ่งนิ้ว ได้เปรียบหนึ่งส่วน” แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่อ่อนแอ และผิดเพี้ยนไปจากวิถีแห่งกลยุทธ์ที่แท้ เพราะในความเป็นจริง ดาบที่ยาวกว่า ก็ไม่จำเป็นที่ต้องมีเปรียบเสมอไป

ในกรณีที่ระยะห่างระหว่างเรากับคู่ต่อสู้ยิ่งชิดกันมาก ดาบยาวก็ยิ่งยากต่อการกวัดแกว่างฟาดฟัน แทนที่จะเป็นประโยชน์ก็จะกลับกลายเป็นภาระของผู้ใช้ ถึงแม้ผู้มุ่งเน้นแนวทางของดาบที่ยาวกว่า จะยกเหตุผลต่าง ๆ มากมายที่จะชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบ แต่ในความเป็นจริง ก็ไม่ใช่ว่าผู้ที่ใช้ดาบสั้นกว่าจะต้องพ่ายแพ้เสมอไป เพราะในบางพื้นที่อาจมีสิ่งกีดขวางต่อดาบที่ยาวเป็นพิเศษ

ดาบที่ยาวเป็นพิเศษและมีน้ำหนักมาก ยังไม่เหมาะกับผู้ที่มีพละกำลังไม่เพียงพอ การใช้ดาบที่ยาวกว่า อาจเปรียบได้กับการศึกที่ใช้กองทัพที่มีกำลังพลมากกว่า ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า ฝ่ายที่มีลำลังพลใหญ่กว่าจะต้องชนะเสมอไป มีตัวอย่างอยู่มากมายที่กองกำลังขนาดเล็กสามารถมีชัยเหนือกองกำลังที่ใหญ่กว่าได้

แนวทางของ “ดาบทรงพลัง”
บางสำนักเน้นหนักที่การใช้กำลังในการฟาดฟันดาบ สำนักเหล่านี้มีความเห็นว่าการใช้กำลังอันรุนแรง เป็นหนทางในการทำลายล้างคู่ต่อสู้ แต่ในมุมมองของ “มุซาชิ” แล้ว ดาบที่ใช้ออกด้วยความรุนแรงเพียงอย่างเดียวเป็นของหยาบ การศึกที่แท้ยากที่จะเอาชัยด้วยพลังอันป่าเถื่อนเพียงอย่างเดียว

ในขณะที่ดาบฟาดฟันออก ความคิดไม่ควรยึดติดอยู่กับการใช้กำลังว่า ดาบนั้นจะฟันออกอย่างรุนแรงหรือแผ่วพลิ้ว วิถีที่เที่ยงแท้คือเมื่อดาบฟาดฟันออก ความคิดคำนึงจะมุ่งอยู่ที่การทำลายล้างคู่ต่อสู้เท่านั้น

การฟาดฟันที่รุนแรงจะผกผันย้อนกลับในรูปแบบของแรงดีดสะท้อน ที่จะนำไปสู่การเสียสมดุล ขาดหลักยึดอันมั่นคง และตกเข้าสู่สภาวะที่เสียเปรียบ การโหมใช้แรงอย่างรุนแรง ยังกระทบถึงระดับความเร็วที่ชะลอเชื่องช้าลง เช่นเดียวกับการศึก การใช้กำลังหาญหักเพียงอย่างเดียว จะนำไปสู่ความสูญเสีย ซึ่งไม่อาจยืนยันได้ว่าจะพบกับชัยชนะเสมอไป



แนวทาง “ดาบสั้น”
บางสำนักมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการใช้ดาบสั้น (โดยทั่วไปนักสู้ชาวญี่ปุ่นจะพกดาบสองเล่ม คือ ดาบยาวเล่มหนึ่งเรียกว่า “ทาจิ” และ ดาบสั้นอีกเล่มหนึ่งเรียกว่า “คาตานะ”) โดยมักฝึกฝนให้ใช้ออกเมื่อต้องตกอยู่ในสภาวะตั้งรับ ความเห็นของสำนักโดยทั่วไปก็คือ ดาบสั้นเหมาะสมที่จะใช้ในการปัดป้องหลบหลีก

“มุซาชิ” เห็นว่าสภาวะการตั้งรับนั้นเกิดขึ้นจากการถูกชักจูงของฝ่ายตรงข้าม หรือการที่ฝ่ายตรงข้ามมีกำลังคนมากว่า การบุกเข้าไปในดงของคู่ต่อสู้จำนวนมากด้วยการใช้ดาบสั้นเพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะดาบสั้นจะตกอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการปัดป้อง

แนวทางที่แท้ในการตั้งรับคือ การป้องกันอย่างรัดกุม แล้วจึงหาจังหวะที่จะสร้างความสับสนให้กับฝ่ายตรงข้าม แม้ฝ่ายตรงข้ามมีกำลังพวกมากกว่าก็ต้องตัดทอนกระจายกำลังของคู่ต่อสู้ลง เมื่อสบโอกาสจึงเข้าบดขยี้ทำลาย การฝึกฝนเน้นใช้ดาบสั้น จะทำให้ผู้ฝึกติดยึดกับความคิดในการตั้งรับเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ถูกคู่ต่อสู้ชักจูงไปในที่สุด



แนวทางของ “ดาบหลายเล่ม”
บางสำนักมุ่งเน้น ให้ผู้ฝึกฝนสามารถใช้ดาบที่มีรูปแบบหลากหลายแตกต่างกันออกไป เพื่อใช้ในสภาวการณ์ที่แตกต่างกันออกไป

แต่สำหรับ “มุซาชิ” แล้ว แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความวอกแวกสับสนในตัวของผู้ฝึกฝนเอง สำนักที่มุ่งเน้นแนวทางดังกล่าว ก็เป็นเพียงแค่การสร้างความหลากหลาย เพื่อที่ประดับประดากลยุทธ์ของตนเองให้สามารถซื้อขายเท่านั้น การเน้นรูปแบบดาบ ตลอดจนให้ความสำคัญกับท่วงท่าในการฟาดฟัน ย่อมไม่ใช่วิถีแห่งกลยุทธ์ สิ่งพื้นฐานที่แท้คือการเหยียบย่ำไปยังเหล่าคู่ต่อสู้ให้สับสน ทำลายขวัญและกำลังใจให้ฝ่ายตรงข้ามสูญเสียกระบวนท่า

แนวทางของสำนัก “จรดกระบวนท่า”
บางสำนักเน้นที่รูปแบบการจรดท่าดาบ โดยมากจะเน้นให้ผู้ฝึกฝนตั้งท่าจรดดาบ ด้วยท่วงท่าที่แข็งเกร็ง ซึ่งตามความคิดของ “มุซาชิ” แล้ว เป็นสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ใดเลย เพราะการจดท่านั้น เป็นสิ่งที่พึงทำเมื่อไร้ศัตรูเท่านั้น การจรดท่าดาบที่แท้ไม่ใช่สิ่งดายตัวต้องแปรเปลี่ยนไปตามสภาวะแวดล้อม จึงสามารถพิชิตชัย การจรดท่าสะท้อนถึงรูปแบบการให้ความสำคัญกับการตั้งรับ

ซึ่งขัดกับแนวทางการรุก เมื่อฝ่ายตรงข้ามมุ่งเน้นการจรดท่า ก็จะเปิดโอกาสให้เราสามารถสังเกตค้นหาจุดอ่อน ที่จะเข้าจู่โจมทำลายอย่างเหนือการคาดเดา ทั้งการสร้างสถานการณ์อันสับสน ก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงในจิตใจของฝ่ายตรงข้าม ตลอดจนการสร้างความตื่นตระหนกหวาดกลัว การจรดท่าที่แข็งเกร็งตายตัวก็เปรียบเหมือนกับการตั้งทัพในรูปแบบเดิม ๆ และขาดความยืดหยุ่น ง่ายที่จะคาดเดาและไม่อาจแปรผันไปตามสภาวการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปจึงยากที่จะมีชัย

แนวทางของสำนัก “จุดเพ่งสมาธิ”
แต่ละสำนักจะฝึกฝนให้มีจุดในการเพ่งมองไปยังคู่ต่อสู้แตกต่างกันออกไป บางแห่งเน้นการเพ่งสมาธิไปยังดาบของฝ่ายตรงข้าม บ้างก็เพ่งไปยังใบหน้า บ้างก็ให้ความสำคัญกับมือหรือการย่างเท้า

“มุซาชิ” เห็นว่า การเพ่งสมาธิมองไปยังจุดหนึ่งจุด ทำให้ละเลยไม่อาจเห็นสภาพโดยรวมที่แท้จริง อีกทั้งสมาธิจิตใจยังอาจถูกทำให้วอกแวกสับสนจากจุดปลีกย่อย ที่ฝ่ายตรงข้ามจงใจเปิดเผยล่อลวง มีเพียงจิตใจของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นที่เป็นจุดเพ่งสมาธิ เช่นเดียวกับการรบทัพจับศึกที่จะต้องพึงสังเกตและรับรู้ถึงสภาพอันแท้จริงของฝ่ายตรงข้าม ค้นหาจุดอ่อนจุดแข็ง ไม่ควรใส่ใจกับสิ่งปลีกย่อยที่จะสร้างความไขว้เขว



แนวทางของ “การสืบเท้า”
แต่ละสำนักก็มีแนวทางการสืบเท้าที่แตกต่างกันไปบ้างเน้นหนักที่การก้าวย่อง บ้างฝึกฝนการกระโดดลอยตัวบ้างเน้นการทิ้งน้ำหนักในการก้าวย่าง และยังมีรูปแบบการสืบเท้าต่างๆ อีกมากมาย

แต่สำหรับ“มุซาชิ” สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ใช่เป็นสิ่งสลักสำคัญ สภาพพื้นผิวที่แตกต่างกันจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบการสืบเท้าเอง เพราะสมรภูมิบางแห่งก็ราบเรียบ บางแห่งเป็นป่ารก บางแห่งเป็นหล่มโคลนหรืออาจเป็นห้วยธารคลองบึง

ดังนั้นรูปแบบการสืบเท้าอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมไม่เหมาะสมการสืบเท้าที่ดีจึงควรเป็นเช่นการเดินดังปกติที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปสำหรับการทำศึกแล้วการเดินทัพจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม และสถานะของฝ่ายตรงข้ามการหักโหมโจมตีโดยไม่รู้กลยุทธ์ของฝ่ายตรงข้ามจะนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ เช่นเดียวกับการสูญเสียโอกาสที่จะมีชัย เพราะไม่อาจทราบถึงความระส่ำระส่ายที่เกิดขึ้นในฝ่ายตรงข้าม

แนวทางของ “ความเร็ว”
บางสำนักเน้นที่ความเร็วในการพิชิตชัย ทั้งความเร็วของท่าร่าง และความเร็วในการฟาดฟันดาบออกเพราะเชื่อว่าจะสร้างความได้เปรียบในการต่อสู้ แต่คำกล่าวที่ว่า ยิ่งเร่งรีบ ยิ่งสูญเปล่า สะท้อนให้เห็นว่าความเร็วไม่ใช่ตัวกำหนดชัยชนะเสมอไป

“มุซาชิ” เห็นว่าบางสภาวะแวดล้อมนั้นไม่อาจใช้เร็วเข้าชิงชัย ความเร็วช้าที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมสะท้อนให้เห็นถึงการสูญเสียจังหวะในการต่อสู้ หากฝ่ายตรงข้ามเร่งรีบ เราควรจะตั้งอยู่ในความสงบ การใช้ความเร็วจะทำให้ตกอยู่ในจังหวะของคู่ต่อสู้ เมื่อนั้นย่อมยากที่จะมีชัย

แนวทางของ “เคล็ดลับ”
สำนักดาบบางแห่งมีการคัดเลือกผู้ฝึกฝนที่จะได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับสุดยอด แต่สำหรับมุซาชิแล้วมุ่งที่จะฝึกฝนให้ตามความพร้อมของแต่ละคนเน้นหนักที่การเล่าเรียนจากประสบการณ์ที่แท้จริง จึงไม่มีวิชาชั้นสูงที่เป็นเคล็ดลับ รูปแบบการถ่ายทอดแปรเปลี่ยนไปตามภูมิปัญญาของผู้ฝึกฝน โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้สอนมีหน้าที่ขจัดความสงสัยให้กับศิษย์ เป็นแนวทางที่ว่า ครูคือเข็มศิษย์คือด้าย
ขึ้นไปข้างบน
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ